Thailand

Poko-chan

bg-header-site-01.png

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องที่ทรมานจะทำย่างไรดี “อาการแพ้ท้อง” เป็นหนึ่งในสัญญาณของการตั้งครรภ์ โดยปกติจะรู้สึกอึดอัดท้องและหน้าอกจนอาเจียนออกมา ซึ่งเป็นอาการที่เห็นได้ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ แต่อาการและระยะเวลาจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขอให้คิดบวกว่า “อาการไม่สบายแบบนี้เป็นหลักฐานว่า

อาการแพ้ท้องจะพบเมื่อไหร่ อย่างไร?

อาการแพ้ท้องจะแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคน

แต่หากรับรู้เอาไว้ว่าโดยส่วนใหญ่อาการแบบใดจะเกิดขึ้นได้ง่ายในเวลาใด

จะช่วยนำไปสู่วิธีจัดการได้

ทำไมถึงเกิดอาการแพ้ท้อง?

เป็นเรื่องที่น่าแปลก โดยปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการแพ้ท้องได้อย่างชัดเจน สำหรับคำอธิบายที่น่าเชื่อถือมีอยู่หลากหลาย เช่น

เนื่องจากฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากวิลลัส (Villus) ของรก (Human chorionic gonadotropin;hCG) ไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียน (vomiting center)

เนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) บกพร่องซึ่งเกิดจากสมดุลฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้จากการแทรกซึมของสเปริ์ม หรือทารกในครรภ์และร่างกายแม่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอม

นอกจากนั้น ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องจิตใจด้วย และเนื่องจากยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ จึงยังไม่พบวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลจนบอกได้ว่า “หากทำเช่นนี้ก็จะหาย”!

ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการแพ้ท้อง?

กรณีส่วนใหญ่ อาการแพ้ท้องเป็นอาการป่วยที่พบได้ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์ และหากเป็นผู้ที่มีอาการแพ้ท้องเร็ว อาจจะเริ่มมีอาการในช่วงที่รู้สึกว่า “รอบประจำเดือนมาช้า” มีหลายกรณีที่มีอาการแพ้ท้องตั้งแต่ประมาณ 4 สัปดาห์จนถึงประมาณ 15 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ และช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดส่วนใหญ่จะเป็นช่วง 8 - 9 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์

แต่ช่วงเวลาของอาการแพ้ท้องจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน มีบางคนที่อาการแพ้ท้องบรรเทาลงตอนตั้งครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ และมีบางคนที่มีอาการแพ้ท้องไปจนถึงช่วงหลังตั้งครรภ์ หรือมีบางคนที่ไม่มีประสบการณ์การแพ้ท้องเลย

อาการแพ้ท้องคือ?

อาการหลักของการแพ้ท้องคือ “รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน” ส่วนใหญ่จะเป็นตอนลืมตามาในตอนเช้า หรือจะเป็นหนักตอนที่ท้องว่าง อาการเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

ตัวอย่างอาการป่วยหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้

●รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน

จะรู้สึกอึดอัดท้องและหน้าอกมากจนอาเจียนออกมา เมื่ออาเจียนตอนท้องว่างและไม่มีอะไรออกมา จะรู้สึกทรมานมาก

บางคนจะมีอาการที่เรียกว่า “แพ้ท้องจนต้องกิน” หากไม่มีอะไรในปากตลอดจะรู้สึกคลื่นไส้

●รู้สึกไวต่อกลิ่น

อาการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติไม่มั่นคง อาจจะรู้สึกไม่สบายทันทีเมื่อได้กลิ่นเหม็นจากสิ่งที่ปกติไม่รู้สึกเหม็น หรือรู้สึกหอมมากกับบางสิ่ง เช่น กลิ่นหุงข้าว กลิ่นไอน้ำจากของต้ม

●ความชอบของกินเปลี่ยนไป

จู่ ๆ ก็ไม่สามารถกินของที่เคยชอบได้ และบางครั้งก็อยากกินของที่ไม่เคยชอบอย่างมาก

●รู้สึกง่วงนอน

อาจจะรู้สึกร่างกายเมื่อยล้า นอนเท่าไรก็ไม่หายง่วงนอน

●รู้สึกหงุดหงิด และปวดหัว

พบว่ามีหลายคนที่รู้สึกปวดหัวและหงุดหงิดแบบปวดประจำเดือนในช่วงที่แพ้ท้อง

มีวิธีจัดการกับอาการแพ้ท้องอย่างไร?

ก่อนอื่น “จะต้องไม่ฝืน” ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญ

แม้ว่าจะรู้สึกคลื่นไส้ แต่ขอให้สร้างสภาพแวดล้อม

ให้สามารถกินของที่อยากกินได้เมื่อท้องว่าง

หรือสามารถพักผ่อนได้เมื่อร่างกายอ่อนล้า!

แม้ว่าจะไม่สามารถกินได้อย่างสมดุลก็ไม่เป็นไร!

อาจจะมีคุณแม่บางคนกังวลว่า “หากแพ้ท้องจนไม่สามารถกินได้ ลูกจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงได้อย่างไร?” แต่ว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา ทารกในช่วงแพ้ท้องในไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์นี้ ยังคงเล็กมาก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากขนาดนั้น

นอกจากนี้ ในร่างกายมีกลไกการทำงานที่จะป้อนสารอาหารที่จำเป็นให้แก่ทารกก่อน ซึ่งถือว่าเป็นความลึกลับของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์! คุณแม่จะต้องได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อทารก เช่น กรดโฟลิก (วิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน B) แต่นอกเหนือจากนั้นก็ขอให้กินของที่อยากกินเท่าที่จะสามารถกินได้

จุดสำคัญที่ทำให้ผ่านอาการแพ้ท้องไปได้

อาการแพ้ท้องจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ขอให้รู้จุดสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้

●ตอนที่ไม่สามารถกินได้ ขอให้กินอาหารเสริมเพิ่มเติม

ในช่วงแพ้ท้อง จะเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปริมาณหรือความสมดุลของสารอาหารมากนัก แต่ในตอนที่คุณแม่สามารถกินได้เองแม้ว่าจะไม่มีความอยากอาหาร ขอให้กินไว้แม้เพียงเล็กน้อยก็ตามเพื่อพลังงานในร่างกายของคุณแม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานวิจัยเพิ่มขึ้นว่าการขาดแคลนกรดโฟลิกในช่วงไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของการแท้งหรือทำให้เด็กในครรภ์ไม่สมประกอบ

ก่อนหน้านี้ กล่าวกันว่าคุณแม่สามารถกินแค่อาหารฟาส์ตฟู้ดหรืออาหารขยะ ฯลฯ ที่อยากกินมากโดยไม่มีเหตุผลในระหว่างตั้งครรภ์อย่างเดียวก็ได้ แต่ในช่วงนี้จำเป็นต้องได้รับกรดโฟลิก วิตามินที่จำเป็นต่อการดูดซึมกรดโฟลิก วิตามิน B12 วิตามิน B6 และวิตามินซีเท่าที่จะทำได้ กรดโฟลิกมีอยู่มากในสตรอเบอร์รี่ เกรปฟรุต ผักขม และบร็อคโคลี่ ในตอนที่ไม่สามารถรับสิ่งเหล่านี้ได้เนื่องจากแพ้ท้อง ควรเสริมด้วยอาหารเสริมวิตามินรวมที่มีกรดโฟลิกผสมอยู่

●ให้มีปริมาณน้ำที่พอดี

เมื่อปริมาณน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ขอให้พยายามเติมน้ำบ่อย ๆ ขอแนะนำ Ion drink ที่มีเกลือแร่ผสมอยู่มาก และดูดซึมน้ำได้ดี

●ให้เตรียมของที่สามารถกินได้ทันทีที่ข้างเตียง

ส่วนใหญ่จะรู้สึกคลื่นไส้ในตอนที่ตื่นนอนตอนเช้า พอเป็นเช่นนั้น จะทำให้รู้สึกทรมานไปทั้งวัน ขอให้เตรียมของที่สามารถกินได้ทันทีไว้ที่ข้างเตียง เช่น บิสกิต แครกเกอร์ หลังจากลืมตามาและได้กินของเหล่านั้นทั้ง ๆ ที่นอนอยู่ จะทำให้ผ่านวันนั้นไปได้สบายขึ้น

●ไม่ฝืนทำงานบ้านหรือทำงาน

ในช่วงที่มีอาการแพ้ท้องรู้สึกไวต่อกลิ่น ส่วนใหญ่จะรู้สึกทนต่อกลิ่นปรุงอาหาร กลิ่นรถไฟฟ้าที่ใช้เดินทางไปทำงานได้ยาก ในช่วงเวลานี้ สภาพร่างกายของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และสภาพของลูกยังไม่มั่นคง หลักการสำคัญคือจะต้องไม่ฝืน

และที่บ้านจะต้องได้รับความเข้าใจจากครอบครัว ในตอนที่แพ้ท้องหนัก ขอให้เปลี่ยนให้คนอื่นทำอาหารแทน หรือซื้ออาหารกึ่งสำเร็จรูปหรือกับข้าวที่วางขายแทน เพื่อให้ผ่านพ้นไปได้

●พยายามเปลี่ยนอารมณ์

อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากจิตใจ หากได้พบและพูดคุยกับเพื่อน หรือหมกหมุ่นอยู่กับสิ่งที่ชอบ ฯลฯ อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้เนื่องจากได้เปลี่ยนอารมณ์

หากมีอาการมากขนาดนี้ ขอให้พบแพทย์!

ถึงจะรู้สึกว่าแพ้ท้องหนัก แต่หากสามารถกินอาหารได้แม้ว่าจะไม่สม่ำเสมอ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา

แต่หากมีสภาพรุนแรงที่เรียกว่า “ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรง (hyperemesis gravidarum)” ดังที่ระบุไว้ด้านล่างนี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และลูกได้ ขอให้ไปพบแพทย์

●อยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากอาเจียนหลายครั้งตลอดทั้งวัน

●แทบจะกินไม่ได้เลยเป็นเวลาหลายวัน

●น้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม จากก่อนตั้งครรภ์

●รู้สึกหมดแรงและวิงเวียน

วิธีการรักษา อาจจะเติมน้ำหรือสารอาหาร หรือให้เป็นสารวิตามินที่มีกรดโฟลิกเป็นหลัก และบางกรณีอาจจะให้สารกล่อมประสาทหรือสารระงับการอาเจียนทางเส้นเลือด

สำหรับอาการป่วย มีทั้งกรณีที่ต้องไปพบแพทย์ตามกำหนดเป็นระยะและกรณีที่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล

นอกจากนี้ กรณีที่ไม่มีความอยากอาหารเนื่องจากแพ้ท้องติดต่อกัน แม้จะเป็นช่วงหลังไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ อาจจะส่งผลกระทบต่อลูกได้ ดังนั้นขอให้ไปพบแพทย์

update : 19.09.2560

ระบบมีการใช้งานคุกกี้บนเบราเซอร์ของคุณ หากต้องการใช้งานโปรดเปิดใช้งานคุกกี้ กรณีที่คุณใช้ Safari บน iPhone หรือ iPad โปรดปิดโหมดการเรียกดูส่วนตัว หากคุณลบข้อมูลคุกกี้ รายการโปรดที่คุณเลือกไว้จะถูกลบไปด้วย

แชร์